01.SuwanGroup

ก.ล.ต. ชวนสร้างภูมิคุ้มกัน เติมความมั่นใจการลงทุน ยกระดับสู่การเป็นนักลงทุนคุณภาพ ในงาน SET in the City 2018

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ลงทุนมักแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น โดยหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มองว่ามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก ผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็อาจนำมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการถูกชักชวนให้ลงทุนแล้วบอกว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยง หากผู้ลงทุนไม่สังเกต ไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง หรือลงทุนตามกระแส อาทิ คริปโตเคอเรนซี ไอซีโอ หรือบิทคอยน์ต่าง ๆ ก็อาจทำให้ผู้ลงทุนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและสร้างความเสียหายให้กับเงินลงทุนได้ หนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือผู้ลงทุนไทยขาดภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้งในแง่ของความรู้ความเข้าใจต่อสินทรัพย์ที่จะลงทุน และในแง่ของการป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกหลอกหรือถูกชักชวนไปลงทุน ในทางที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ลงทุนได้

ก.ล.ต. มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้ผู้ลงทุนไทยเป็นนักลงทุนคุณภาพ สามารถใช้ตลาดเงินและตลาดทุนเป็นช่องทางในการสร้างความมั่งคั่ง โดยมีภูมิคุ้มกันเป็นเกราะป้องกันภัยไปในตัว ในงาน "SET in the City 2018" ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายนนี้ ภายในบูธของ ก.ล.ต. จะมีโปรแกรมทดสอบภูมิคุ้มกันของตนเอง รวมทั้งความรู้ในเรื่องสินทรัพย์การลงทุน โดยผู้เข้าร่วมงาน จะมีโอกาสได้ทดสอบระดับภูมิคุ้มกันของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกหลอกและเติมความมั่นใจในการลงทุนกลับบ้านไปด้วย

เมื่อผู้ลงทุนมีภูมิคุ้มกันและพร้อมจะลงทุนแล้ว ก.ล.ต. ยังมีโครงการ "5 ขั้นมั่นใจลงทุน" ที่จะเป็นตัวช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับประสบการณ์ใหม่ของการแนะนำการลงทุนอย่างครบวงจร ผ่านบริการออกแบบการลงทุน 5 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย  (1) การสำรวจและทำความเข้าใจลูกค้า (2) การกำหนดแผนจัดสรรการลงทุน (asset allocation) (3) การแนะนำการลงทุนแบบองค์รวม (4) การติดตามและปรับปรุงการลงทุน และ (5) การรายงานภาพรวมการลงทุนของลูกค้า

ทั้งนี้ บริการให้คำปรึกษาและแนะนำการลงทุนที่ครบวงจร ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่เป็นผู้มีเงินลงทุนจำนวนสูง (private wealth) เท่านั้น ในขณะที่ประชาชนทั่วไปมักประสบปัญหาในการลงทุน เนื่องจากได้รับข้อมูลมากมาย แต่ไม่สามารถวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีอยู่หลากหลายได้ หรือได้รับคำแนะนำให้ซื้อผลิตภัณฑ์เป็นรายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ผู้ขายได้รับค่าตอบแทนการขายสูงหรือต้องการเพิ่มยอดขาย รวมทั้งขาดผู้ติดตามดูแลการลงทุนให้หลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามารถใช้ตลาดทุนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินได้

“ก.ล.ต. ยังคงเน้นย้ำว่า “ภูมิคุ้มกัน” ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวผู้ลงทุนเอง ที่ต้องรู้ใจตัวเองก่อนจะตัดสินใจเข้าไปลงทุน เพราะการ “รู้ใจตัวเอง รู้จักตัวเอง” ก็คือรู้ว่าสินทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุนนั้น เหมาะกับตัวผู้ลงทุนเองหรือไม่ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันด่านแรกไม่ให้หลงไปลงทุนอะไรที่ผิด จนเกิดความเสียหายในที่สุด ก.ล.ต. คาดหวังว่า โครงการ "5 ขั้นมั่นใจลงทุน" จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะเข้ามาปลดล็อคข้อจำกัดเหล่านี้ และทำให้ผู้รับบริการมีความพร้อมในการจัดการบริหารทรัพย์สินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายรพี กล่าวเสริม

ก.ล.ต. ขอเชิญผู้ที่สนใจมาร่วมสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" พร้อมสัมผัสประสบการณ์ของการแนะนำการลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับสู่การเป็นนักลงทุนคุณภาพ ภายในงาน  "SET in the City 2018" ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2561 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สากล เอนเนอยี (SKE) ฟอร์มแรงรายได้เติบโต 255 ล้านบาท คาดธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่กระทิง เสร็จไตรมาส 3 ปี 2562 หนุนกำไรเพิ่ม

บริษัท สากล เอนเนอยี (จำกัด) มหาชน หรือ “SKE” หนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการให้บริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ รายงานรายได้ 9 เดือนเติบโตตามคาด 255 ล้านบาท คาดธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่กระทิง ที่จังหวัดแพร่ เสร็จไตรมาส 3 ปี 2562 หนุนกำไรเพิ่ม

นายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สากล เอนเนอยี (จำกัด) มหาชน หรือ “SKE” เปิดเผยสำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ปี 2561 สิ้นสุด 30 กันยายน 2561 บริษัทฯมีรายได้รวม 255.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 มีรายได้ 247.3 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการอัดก๊าซที่เพิ่มขึ้น และในงวดนี้บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 45.16 ล้านบาท ลดลงจากกำไรสุทธิ 55 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการบริหารงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาการลงทุนหลายโครงการ ทั้งนี้ทางบริษัทฯยังสามารถรักษาโครงสร้างการเงินที่ดี โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ดีคือ 0.15 เท่า และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ประมาณ 40% และอัตรากำไรสุทธิที่ประมาณ 18% แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาเพื่อการศึกษาการลงทุนในโครงการใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการ

“ทางบริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น จากธุรกิจหลักคือผลิตและจำหน่ายก๊าซ NGV ซึ่งขยายตัวตามภาคขนส่งและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตามโครงการ EEC และการลงทุนภาคอุตสาหกรรม แม้จะได้รับผลกระทบบ้างจากการเปิดใช้ท่อก๊าซเส้นใหม่ของกลุ่มปตท. ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงทำให้ก๊าซ NGV ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งขนาดใหญ่ จะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีในปีหน้า"

นอกจากนี้บริษัทฯกำลังดำเนินการก่อสร้างธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลแม่กระทิง ที่จังหวัดแพร่ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 9.9 เมกะวัตต์ และมีสัญญาขายไฟ 8 เมกะวัตต์ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในอัตราเฉลี่ยที่ 4.62 บาท ต่อหน่วยตลอดอายุสัญญา 20 ปี ซึ่งนับเป็นอัตราการขายไฟสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่สูงสุดใน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2562 ทั้งนี้บริษัทฯมั่นใจว่า โครงการใหม่นี้ จะสร้างกระแสรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง ช่วยผลักดันให้ผลประกอบการของบริษัทฯเติบโตอย่างมั่นคงตามกลยุทธ์หลักของ SKE

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            SKE มุ่งเน้นดำเนินธุรกิจด้านพลังงานอย่างครบวงจร ซึ่งธุรกิจหลัก คือ ประกอบธุรกิจบริการอัดก๊าซ NGV ให้รถขนส่งก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีสถานีก๊าซธรรมชาติของบริษัท 2 สถานี คือ 1) สถานีก๊าซธรรมชาติหลักปทุมธานี 2) สถานีก๊าซธรรมชาติหลักสระบุรี ซึ่งมีกำลังการอัดก๊าซสูงถึง 750 ตัน/วัน บริษัทฯมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมั่นคงและมีรายได้สม่ำเสมอมาโดยตลอดและรักษาปริมาณการอัดก๊าซธรรมชาติมากกว่าปริมาณขั้นต่ำตามสัญญาธุรกิจสถานีบริการก๊าซธรรมชาติหลักเอกชนที่ทำกับกลุ่มปตท.ซึ่งมีระยะเวลาสัญญานานถึง 20 ปี จะทำให้บริษัทฯมีผลประกอบการที่ขยายตัวอย่างมีนัยยะและบริษัทฯมีพื้นฐานดีและการบริหารต้นทุนที่ดี เชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไปจะมีรายได้ กำไรที่ดีขึ้น และผลตอบแทน แก่ผู้ถือหุ้นที่เติบโตอย่างมั่นคง

เอพี ไทยแลนด์ ยิ้มรับความสำเร็จ รายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท

 (สำนักงานใหญ่) - เอพีประกาศความสำเร็จรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2561 พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 27,110 ล้านบาท ผลจากการที่สินค้าแนวราบและคอนโดโตต่อเนื่อง ชูไฮไลต์เด็ดประจำไตรมาส VITTORIO อัลตร้า-ลักซ์คอนโดมิเนียม คีย์ไดรฟ์สำคัญหนุนรายได้พุ่งหลังปิดการขายทั้งโครงการ ด้านกำไรสุทธิรวม โตขึ้น 62% หรือกว่า 2,900 ล้านบาท ยอดขายรวม 10 เดือนคิดเป็น 38,540 ล้านบาท โค้งสุดท้ายของปีเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง มั่นใจสิ้นปีเตรียมยิ้มรับยอดขายที่คาดว่าจะทะลุเป้าอีกครั้ง

นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาถือว่าเกินความคาดหมายเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในภาพรวมของเอพี ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี มีอัตราการเติบโตที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ โดยสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 27,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 18,090 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากที่สินค้าแนวราบและคอนโดเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน   ไตรมาส 3 นี้ ส่วนหนึ่งของยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการ VITTORIO คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ระดับอัลตร้า-ลักซ์ ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างสูงสามารถปิดการขายทั้งโครงการได้เป็นที่เรียบร้อย  ด้านกำไรสุทธิรวม ณ สิ้นไตรมาส 3 (Net Profit) สูงถึง 2,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิรวมเท่ากับ 1,792 ล้านบาท

“หนึ่งใน Key Success ของการพัฒนาโครงการเอพีคือ การมีสินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของคนเมือง ทั้งในเรื่องของโมเดลสินค้าที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานการเข้าใจถึงความต้องการแฝงอย่างแท้จริง การกำหนดแพคเกจราคาขาย ตลอดจนจำนวนโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลรอบกรุงเทพ ซึ่งโครงการ VITTORIO ถือเป็นหนึ่งใน Key Drive ที่สำคัญต่อการเติบโตของรายได้รวม ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกเหนือจากโครงการอื่นๆ ของเอพีทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมที่ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้ถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าเครือ  เอพีเสมอมา ซึ่งมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้รวมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน”  นายอนุพงษ์ กล่าวเสริม   

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนแรก ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 38,545 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียมมูลค่า 20,930 ล้านบาท แนวราบมูลค่า 17,615 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วราว 96.8% ของเป้ายอดขายปี 2561 ที่ปรับขึ้นใหม่ (เป้ายอดขาย 39,800 ล้านบาท)

ทั้งนี้ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่า 16,840 ล้านบาท  เปิดไปแล้วจำนวน 9 โครงการ 13,200 ล้านบาท คงเหลือเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายของปีอีกจำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3,640 ล้านบาท โดยหนึ่งในไฮไลท์คือการเปิดพรีเซลคฤหาสต์หรู The Palazzo ศรีนครินทร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ รวมถึงยังคงมีโครงการอยู่ในพอร์ตพร้อมขาย ในทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพอีกกว่า 100 โครงการ มูลค่าคงเหลือขายประมาณ 53,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่า ณ สิ้นปีจะสามารถทำยอดขายทะลุเป้าได้อย่างแน่นอน

“บริษัทฯ ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการนำพาเอพีก้าวขึ้นสู่การเป็น 1 ใน 3 ของผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ภายใต้พันธกิจสำคัญ คือการส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัย ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการคิดค้นนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และวางแผนจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ เพื่อทำหน้าที่ค้นหา คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ส่งเสริมและยกระดับรูปแบบการดำเนินชีวิต สู่ประสบการณ์อยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์สู่วิถีใหม่ๆ อย่างครบถ้วนด้วยคุณภาพ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย เข้าถึงความหมายของคำว่าคุณภาพชีวิตที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายอนุพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สรุปตัวเลขทางการเงินเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบกลุ่มคอนโดมิเนียม (100%JV) และธุรกิจอื่นๆ เท่ากับ 9,203 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 54.3% หากเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้รวมเท่ากับ 5,965 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิเท่ากับ 915 ล้านบาท เติบโต 43.9% หากเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2560 ที่ได้ 636 ล้านบาท  

ณ 31 ตุลาคม 2561 บริษัทฯ มีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ามากถึง 54,147 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 7,542 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมมูลค่า 46,605 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ภายในปีประมาณ 4,025 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566

“เอพี ไทยแลนด์ กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง”

FTE เผยไตรมาส 4 แนวโน้มดี ความต้องการใช้งานอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเพิ่ม มั่นใจรายได้ทั้งปีโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท รักษาอัตรากำไร 12-13% ลุยขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม ประมูลงานภาครัฐ - เอกชนต่อเนื่อง เตรียมปิดดีล 10 โครงการ มูลค่า 120 ล้านบาท หนุน Backlog 400 – 420 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน รายได้ 727.48 ล้านบาท กำไร 89.03 ล้านบาท บริหารต้นทุนดี   ดันอัตรากำไรขั้นต้น 28.04%

นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (FTE) ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงแบบครบวงจร บริการออกแบบ รับเหมาติดตั้ง ซ่อมแซม ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิง และงานระบบที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงไตรมาส 4 มีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม บริษัทมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโต 10% หรือ 1,080 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรที่ระดับ 12-13% ตามเป้าหมายที่วางไว้

“หลังจากบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจของบริษัทเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและเปิดโอกาสให้บริษัทนำเสนอสินค้าและบริการ ถือเป็นโอกาสสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทขยายตลาดอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงเข้าไปในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาส 4 จะสามารถรับรู้รายได้งานระบบดับเพลิงจำนวนมาก บริษัทจึงมีแผนที่จะขยายตลาดโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าเข้าประมูลโครงการภาครัฐ-เอกชนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลพิจารณางานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงเพิ่มเติมอีก 10  โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยทราบผลภายในไตรมาส 2 ปี 2562 นี้” นายทักษิณ กล่าว

ส่วนมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัท ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2561 อยู่ที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจัดจำหน่าย 130 ล้านบาท งานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 270 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้จำนวนประมาณ 230 ล้านบาท หรือประมาณ 57.50% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2562 

สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 727.48 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 732.55  ล้านบาท จำนวน 5.07 ล้านบาท หรือลดลง 0.69% และมีกำไรสุทธิ 89.03 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 94.55 ล้านบาท จำนวน 5.52 ล้านบาท หรือลดลง 5.84%

ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 มีรายได้รวม 248.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 279.89 ล้านบาท จำนวน 31.35 ล้านบาท หรือลดลง 11.20% และมีกำไรสุทธิ 30.57 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 40.10 ล้านบาท จำนวน 9.53 ล้านบาท หรือลดลง 23.76%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทปรับตัวลดลง เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่บางส่วนส่งมอบงานล่าช้า และมีบางโครงการที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ส่งผลให้บริษัทมีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวน 6.12 ล้านบาท ทั้งนี้คาดว่างานโครงการดังกล่าวจะสามารถส่งมอบงานได้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 นี้ อย่างไรก็ตามบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ถึงแม้จะมีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้บริษัทมีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นงวด 9 เดือนดีขึ้นอยู่ที่ 28.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 26.00%

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) แจ๋วจริง โชว์กำไรโตกว่า 155 %

สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หนึ่งในผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจร โชว์กำไรไตรมาส 3 ปีนี้เติบโต 118.13 % ในขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือน เติบโต 155.75% จากปีก่อน

คุณเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า “บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งบริษัทฯมีรายได้รวม 411.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรขั้นต้น 106.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 38.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 17.61 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 25.98 ล้านบาท ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากปริมาณการให้บริการท่าเรือที่เพิ่มขึ้น และบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก บาร์จ เทอร์มินอล จำกัด “BBT”) เริ่มมีผลประกอบการที่เป็นกำไร พร้อมทั้งยังกล่าวเสริมว่า สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีทางบริษัทฯยังคาดการว่า ปริมาณการให้บริการตู้สินค้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงประมาณการที่วางไว้ ประกอบกับการเปิดดำเนินการลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ของบริษัท จะช่วยให้ผลการดำเนินการโดยรวมของบริษัทเติบได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

สหไทย เทอร์มินอล ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปี 2560 โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการออกหุ้นเพิ่มทุนก็เพื่อนำมาลงทุนขยายธุรกิจลานซ่อมและบำรุงรักษาตู้ ในนามบริษัทย่อย (บริษัท บางกอก คอนเทนเนอร์ เดโป เซอร์วิส จำกัด “BCDS” ) ซึ่งได้เปิดดำเนินการเรียบร้อยแล้วทั้งโครงการในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ลานจัดเก็บตู้สินค้า ดูแลและซ่อมบำรุงตู้สินค้าแห่งใหม่นี้มีเนื้อที่รวม 37 ไร่ โดยพื้นที่เฟสสองที่เพิ่งเปิดให้บริการไปมีเนื้อที่ 22 ไร่ สามารถให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงตู้ได้ปีละประมาณ 350,000 ทีอียู นอกจากนี้การย้ายกิจกรรมดังกล่าวออกจากพื้นที่ท่าเรือไปยังพื้นที่ใหม่ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้บริการหลังท่าเรือ ทำให้สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% หรือ 80,000 ทีอียู จากความสามารถเดิมที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ในการปรับพื้นที่เดิมก่อนที่จะเริ่มให้บริการได้ ซึ่ง capacity ที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นปัจจัยในการเติบโตของรายได้ในอนาคตต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างศึกษาโครงการท่าเรือเชิงพาณิชย์ร่วมกับ บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และพันธมิตรต่างชาติอีกแห่ง โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่ม capacity ในการให้บริการเรือขนส่งตู้สินค้าระหว่างประเทศที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT เป็นผู้ให้บริการท่าเรือเอกชนครบ วงจรรายใหญ่ของประเทศไทยโดยให้บริการตั้งแต่ 1. ธุรกิจการให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ครบวงจรสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Feeder) และเรือขนส่งสินค้าชายฝั่ง (Barge)  รวมถึงการให้บริการบรรจุสินค้าเข้าและถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (CFS) และซ่อมแซมทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ (Container Depot) 2. ธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก ภายในบริเวณจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบริเวณเขตพื้นที่แหลมฉบัง 3. ธุรกิจการให้บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโดยให้บริการพื้นที่ลานพักตู้คอนเทนเนอร์ และคลังจัดเก็บสินค้ากับลูกค้า ทั้งที่เป็นเขตให้บริการปกติและปลอดภาษีอากร (Free Zone) ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯให้บริการแก่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกกลุ่มธุรกิจ e-commerce และอีกหลากหลายอุตสาหกรรม 4. ธุรกิจการให้บริการ เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อาทิ การให้บริการ Freight Forwarding เป็นต้น

Page Visitor

008667644
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
7612
48892
288389
5245135
56504
1540324
8667644
Your IP: 3.234.250.24
2020-10-02 03:20